เมื่อลาออกกลายเป็นการแก้แค้น! มาร่วมค้นหาว่า "Revenge Quitting" จะส่งผลอย่างไรต่อบริษัทในปีหน้า!
ในปี 2568 มีกระแสแรงที่เรียกว่า "Revenge Quitting" กำลังเผชิญหน้าในโลกของการทำงาน เทรนด์นี้คือการที่พนักงานตัดสินใจลาออกจากงาน ไม่ใช่เพียงเพราะเหนื่อยหรือไม่พอใจในบริษัท แต่เพื่อที่จะเป็นการแสดงออกของความไม่พอใจ หรือ "การแก้แค้น" ที่มีให้กับนายจ้างที่พวกเขารู้สึกว่าไม่ให้คุณค่าอย่างที่ควรจะเป็น
ก่อนหน้านี้ มีการสำรวจพบว่า ความเครียดและความกดดันในการทำงานได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤติโควิด-19 ซึ่งทำให้หลายคนจำเป็นต้องทำงานหนักขึ้น แต่กลับไม่ได้รับการปรับเงินหรือความก้าวหน้าในอาชีพ และเมื่อพนักงานรู้สึกถูกมองข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นคือการลาออกเพื่อส่งสัญญาณว่า "พวกเขาไม่ทนอีกแล้ว!"
บริษัทต่างๆ ควรเริ่มเตรียมพร้อมรับมือกับประเด็นนี้ โดยการจัดการกับแรงงานให้มีความพึงพอใจในงาน อีกทั้งต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงานและนายจ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด "Revenge Quitting" ในองค์กรของตนหลายองค์กรเริ่มเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรเพื่อรองรับแนวโน้มนี้ เช่น การจัดกิจกรรมสร้างทีมเวิร์ค และการเพิ่มการสื่อสารระหว่างผู้บริหารและพนักงาน
ในฐานะที่เป็นผู้บริหาร อาจจะต้องเข้าใจพฤติกรรมของพนักงานในช่วงนี้อย่างถ่องแท้ เพราะหากไม่สามารถสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีได้ ความวุ่นวายนี้อาจนำไปสู่การสูญเสียบุคลากรที่มีคุณภาพไปๆ มาๆ
นอกจากนี้ จากการสำรวจพบว่า 64% ของพนักงานรู้สึกว่าพวกเขาไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายในที่ทำงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เกิด "Revenge Quitting" นี้ในช่วงเวลาปี 2568 หากบริษัทสามารถปรับปรุงต้นแบบการทำงาน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดกว้างให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง จะช่วยลดปัญหานี้ได้อย่างแน่นอน.
นายจ้างเตรียมรับแรงกระแทก “Revenge Quitting” เทรนด์ใหม่ปี 2568 พนักงานแห่แก้แค้นด้วยการลาออก ไม่ทนทำงานหนัก เงินน้อย ถูกมองข้าม.