ความรู้สึกประชาชนต่อการทุจริตมีความสำคัญ สนใจไหมว่าทำอย่างไร? มาหาคำตอบกัน!
เมื่อพูดถึงประเทศที่ประสบความสำเร็จในการต่อต้านการทุจริต สองประเทศในเอเชียที่ดูเหมือนจะเด่นชัดที่สุดต้องยกให้เกาหลีใต้และสิงคโปร์ ทั้งสองประเทศนี้มีการดำเนินงานที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างความโปร่งใสในระบบการเงินและการบริหารจัดการรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการควบคุมการทุจริตและการรับรู้ของประชาชนไปในทิศทางเดียวกัน
หนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้เกาหลีใต้สามารถพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วคือการมีชุมชนที่แข็งแกร่ง และประชาชนส่วนมากมีความใส่ใจในเรื่องการทุจริต ทำให้มีการสนับสนุนที่จะรณรงค์และเรียกร้องความโปร่งใส อีกทั้งสิงคโปร์ยังมีการจัดตั้งหน่วยงานตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของภาครัฐ ที่มีอำนาจในการดำเนินการตามกฎหมายหากมีการทุจริตเกิดขึ้น ทำให้คนที่คิดจะผิดกฎหมายต้องคิดหนักอย่างมาก
แต่ประเทศไทยในปี 2570 ที่มีเป้าหมายเพื่อให้ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) เคลื่อนขึ้นจาก 35 คะแนนไปอยู่ที่ 49 คะแนนนั้นยังถือว่าเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย นอกจากปัญหาจากโครงสร้างทางด้านการเมืองแล้ว การสร้างวัฒนธรรมความโปร่งใสในสังคมก็เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง หากประชาชนทั้งหมดมีความรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจในการตรวจสอบรัฐ ประเด็นนี้จะช่วยเพิ่มการต่อต้านการทุจริตได้อย่างมาก
ในแง่หนึ่งการที่มีวัฒนธรรม “ต้านโกง” ในสังคมของสิงคโปร์และเกาหลีใต้ ไม่ได้อยู่ที่แค่กฎหมายเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การให้การศึกษาที่ดี และการเติบโตของจิตสำนึกพลเมืองที่แข็งแกร่ง ที่ทำให้คนไม่กลัวที่จะพูดถึงปัญหาเมื่อต้องเผชิญสิ่งที่ผิดพลาด แม้ว่าไทยจะมีหนทางอีกยาวไกล แต่ถ้าทุกคนรวมมือร่วมใจ สิ่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
น่าสนใจว่าเกาหลีใต้เคยมีประวัติศาสตร์การทุจริตที่รุนแรงมาก่อน แต่ปัจจุบันได้พลิกฟื้นด้วยการสนับสนุนจากประชาชน ในขณะที่สิงคโปร์ถูกยกให้เป็นเมืองที่สะอาดที่สุดในโลกจากการทุจริต ด้วยการจัดการที่มีระบบและเข้มงวด เส้นทางการพัฒนาของทั้งสองประเทศนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชนคือหนทางที่ดีที่สุดในการกำจัดปัญหาทุจริตออกไปจากสังคมไทยและสังคมทั่วโลกได้เป็นอย่างดี!
แม้จะมีการตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2570 ไทยต้องการจะไต่ระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) จาก 35 คะแนน เพื่อเขยิบตัวเลขไปอยู่ที่ 49 คะแนน แต่ดูเหมือนยังไกลจากความหวังพอสมควร ...